ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้นกว่า 17% ในเดือนตุลาคม แตะระดับ 116.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน ก่อนจะย่อลงมาเล็กน้อยที่ 114.19 ดอลลาร์ในวันที่ 29 ตุลาคม
สำหรับประเทศไทย ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและเงินเฟ้อ
### กลไกการส่งผ่านสามชั้น
ชั้นแรกคือต้นทุนนำเข้าเข้างบดุลการค้า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เม็ดเงินนำเข้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ดุลการค้าถดถอย และกดดันค่าเงินบาท
ชั้นที่สองคือเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อทั่วไปจะปรับขึ้นก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะตามมาทีหลังหากการส่งผ่านยืดเยื้อ
ชั้นที่สามคือการบริโภค เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น กำลังซื้อของภาคครัวเรือนลดลง การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว ซึ่งกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
### ทำไมธนาคารแห่งประเทศไทยลำบากใจ
ธปท. เผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบเดียวกับธนาคารกลางอื่นในภูมิภาค
หากขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงินบาทและควบคุมเงินเฟ้อ จะกดดันการเติบโตที่ยังเปราะบางอยู่แล้ว
หากคงหรือลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโต ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงอีก ซึ่งจะทำให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันแพงขึ้นไปอีก
นี่คือกับดักที่เรียกว่าเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน ซึ่งเครื่องมือนโยบายการเงินแบบเดิมจัดการได้ไม่ดีนัก
### ตัวเลขที่ต้องจับตา
ประการแรกคือดุลบัญชีเดินสะพัด หากเกินดุลลดลงหรือขาดดุล แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจะเพิ่มขึ้น
ประการที่สองคือเงินสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกันชนสำคัญในการเข้าแทรกแซงค่าเงิน
ประการที่สามคือราคาน้ำมันในตลาดโลก หากเกิดการผ่อนคลายในตะวันออกกลาง ราคาอาจย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยคลายแรงกดดันทั้งหมด
### คำแนะนำสำหรับผู้อ่าน
สำหรับผู้นำเข้าที่มีต้นทุนน้ำมันหรือค่าขนส่งเป็นสัดส่วนสำคัญ ควรพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อล็อกราคาและอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับนักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ต่างประเทศ ควรระวังว่ากำไรจากการลงทุนอาจถูกกัดกร่อนด้วยการอ่อนค่าของเงินบาท
สำหรับนักลงทุนทั่วไป การเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ ในสัดส่วนที่เหมาะสม อาจช่วยปกป้องกำลังซื้อได้