ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กรอบ 3.75% ถึง 4.00% ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่รายละเอียดของการลงมติกลับบอกอะไรที่มากกว่าคำว่าคงดอกเบี้ย
### การลงมติ 10 ต่อ 2 ที่ต้องจับตา
ผลการลงมติครั้งนี้เป็น 10 เสียงเห็นด้วย ต่อ 2 เสียงคัดค้าน สิ่งสำคัญคือเสียงคัดค้านทั้งสองเสียงไม่ได้ต้องการให้ลดดอกเบี้ย แต่ต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ยทันทีอีก 0.25%
รายละเอียดนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกทิศทางของความขัดแย้งภายในคณะกรรมการ กล่าวคือ คณะกรรมการกำลังถกเถียงกันว่าควรเข้มงวดเร็วแค่ไหน ไม่ใช่ควรเริ่มผ่อนคลายเมื่อไหร่
นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับการประชุมเดือนกันยายน ที่เฟดเพิ่งขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งแรกในรอบสามปี ตลาดเคยคิดว่านั่นเป็นการขึ้นแบบสัญลักษณ์เพียงครั้งเดียว แต่โครงสร้างการลงมติในเดือนตุลาคมบ่งชี้ว่าแรงสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยต่อยังมีอยู่จริง
### ทำไมตลาดถึงผ่อนคลาย
แม้การคงดอกเบี้ยจะเป็นมติที่เข้มงวด แต่ตลาดกลับตอบสนองในทางบวกเล็กน้อย เพราะก่อนการประชุม ตลาดเคยให้โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเดือนตุลาคมสูงเกินกว่าครึ่ง แต่หลังความผันผวนในตลาดพันธบัตรและแรงขายหุ้นเทคโนโลยีเมื่อสัปดาห์ก่อน โอกาสนั้นลดลงเหลือเพียงหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ เมื่อผลออกมาว่าคงดอกเบี้ย จึงกลายเป็นผลลัพธ์ที่ผ่อนปรนกว่าที่กลัวกัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปียังคงเป็นตัวชี้วัดที่ดี ในสัปดาห์ที่ผ่านมาอัตรานี้ลดลงต่ำกว่า 5% เป็นครั้งแรกในรอบเดือน โดยเป็นการลดลงรายวันที่มากที่สุดในรอบกว่าสองปี การลดลงนี้ทำให้ความได้เปรียบด้านส่วนต่างดอกเบี้ยของดอลลาร์ลดลง ซึ่งอธิบายว่าทำไมดัชนีดอลลาร์ถึงลดลงมาอยู่ที่ระดับ 101.6 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสามสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการตีความ การที่อัตราผลตอบแทนลดลงไม่ได้หมายความว่าตลาดคาดหวังการผ่อนคลายนโยบาย คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกว่าคือ อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับขึ้นเร็วเกินไปและมีสถานะขายชอร์ตหนาแน่น เมื่อเกิดแรงขายหุ้นเทคโนโลยี เงินจึงไหลกลับเข้าพันธบัตรอย่างรวดเร็ว
### ผลต่อนักลงทุนไทยและเทรดเดอร์
ประการแรก การซื้อขายตามแนวโน้มของดอลลาร์ทำได้ยากขึ้น นโยบายหยุดชะงักบวกกับอัตราผลตอบแทนที่ลดลง ทำให้ดอลลาร์ทั้งขาดแรงส่งและไม่มีเหตุผลให้อ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนีมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 101 ถึง 103
ประการที่สอง ราคาทองคำกลับไปขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ทองคำร่วง 4.2% ในสัปดาห์นี้ และหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ลงมาแตะจุดต่ำสุดในรอบสามเดือน เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจุดกระแสกังวลเงินเฟ้ออีกครั้ง ทำให้ความหวังที่ว่าเฟดจะผ่อนคลายเร็วขึ้นนั้นจางหายไป
ประการที่สาม สำหรับค่าเงินบาท ต้องจับตาสองปัจจัยพร้อมกัน คือทิศทางของดอลลาร์และราคาน้ำมัน เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนสูง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะกดดันดุลการค้าและค่าเงินบาท
### สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป
การประชุมครั้งถัดไปของเฟดอยู่ในเดือนธันวาคม ปัจจุบันตลาดฟิวเจอร์สให้โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคมสูงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งหมายความว่าตลาดไม่ได้มองว่าการหยุดในเดือนตุลาคมคือจุดสิ้นสุดของรอบเข้มงวด
ข้อมูลสำคัญที่ต้องจับตาคือตัวเลข GDP ไตรมาสสามและดัชนี PCE เดือนกันยายน ตัวแรกบอกความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ ตัวหลังบอกเส้นทางเงินเฟ้อ หาก GDP แข็งแกร่งและ PCE ร้อนแรง ความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมจะเพิ่มขึ้น และดอลลาร์จะได้แรงหนุนกลับมา
สำหรับนักลงทุนทั่วไป ในช่วงที่ทิศทางนโยบายยังไม่ชัดเจน การลดการเดิมพันทางเดียว การควบคุมเลเวอเรจ และการเก็บกระสุนไว้รอสัญญาณที่ชัดเจน มักจะให้ผลดีกว่าการคาดเดาผลการประชุมครั้งถัดไป