ในการประกาศอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเมื่อเช้าวันพุธที่ 16 กันยายน ศูนย์ซื้อขายเงินตราต่างประเทศแห่งประเทศจีนกำหนดอัตรากลางของเงินหยวนเทียบดอลลาร์สหรัฐไว้ที่ระดับประมาณ 6.7628 ซึ่งถือเป็นการปรับแข็งค่าขึ้นราว 42 จุดพื้นฐานเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า และนับเป็นวันที่หกติดต่อกันที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือทิศทางของแรงส่ง นักวิเคราะห์หลายสำนักในเอเชียมองว่าการที่อัตรากลางกลับมาปรับขึ้นในขนาดที่กว้างขึ้นอีกครั้งหลังวันก่อนหน้าปรับขึ้นราว 28 จุดพื้นฐาน สะท้อนว่ากลไกการกำหนดราคายังคงเอียงไปทางฝั่งเงินหยวนแข็งค่าอย่างชัดเจน และตลาดภายในประเทศเริ่มตอบรับสัญญาณนี้เร็วขึ้น
เมื่อมองผ่านสกุลเงินหลักอื่นๆ จะเห็นภาพเดียวกันเกือบทั้งหมด อัตรากลางของเงินหยวนเทียบเงินยูโรอยู่ที่ประมาณ 7.7762 คิดเป็นการปรับขึ้นราว 49 จุดพื้นฐาน ส่วนเงินเยนญี่ปุ่น 100 เยนต่อเงินหยวนอยู่ที่ราว 4.3419 ปรับขึ้นถึงประมาณ 173 จุดพื้นฐาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับเงินหยวนในรอบนี้
ไม่เพียงเท่านั้น เงินปอนด์อังกฤษ เงินฟรังก์สวิส และเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่างก็ถูกปรับให้อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินหยวนในขนาดที่เกินกว่าหนึ่งร้อยจุดพื้นฐานทั้งสิ้น ขณะที่เงินดอลลาร์ฮ่องกง เงินดอลลาร์ออสเตรเลีย และเงินดอลลาร์แคนาดาก็อ่อนค่าลงในลักษณะเดียวกัน แต่ขนาดการปรับน้อยกว่า สะท้อนภาพการแข็งค่าของเงินหยวนที่เกิดขึ้นกับตะกร้าเงินหลายสกุลพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงคู่เดียว
ในฝั่งของเงินสกุลเพื่อนบ้านในเอเชีย เงินริงกิตมาเลเซียและเงินบาทไทยก็อยู่ในกลุ่มที่เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบเช่นกัน โดยเงินบาทอยู่ที่ระดับประมาณ 4.9519 ต่อเงินหยวน ปรับขึ้นราว 104 จุดพื้นฐาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญต่อผู้นำเข้าและนักท่องเที่ยวในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี เงินรูเบิลรัสเซียกลับเป็นข้อยกเว้นที่สวนทาง โดยถูกปรับให้แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินหยวนราว 301 จุดพื้นฐาน การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามนี้ช่วยย้ำว่าเหตุผลเบื้องหลังการแข็งค่าของเงินหยวนในรอบล่าสุดไม่ได้มาจากปัจจัยภายในของจีนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการอ่อนแรงของสกุลเงินคู่ค้าอื่นด้วย
เมื่อวัดผ่านดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่แถวประมาณ 99.6 ปรับขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า แต่ยังคงยืนเหนือระดับ 99 ได้อย่าง precarious สถานการณ์นี้ทำให้ภาพรวมเป็นแบบ “เงินหยวนแข็งต่อเนื่องสวนทางกับดอลลาร์ที่แกว่งในกรอบล่าง” มากกว่าการที่ดอลลาร์ร่วงหนัก
ปัจจัยที่ยังกดดันฝั่งตรงข้ามคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งยืนอยู่แถวประมาณร้อยละ 5.04 ต่อปี ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 อัตราผลตอบแทนที่สูงเช่นนี้ทำให้การถือครองสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงขึ้น และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดอลลาร์ยังไม่ยอมอ่อนแรงลงอย่างเต็มที่
ตลาดจึงจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐที่จะประกาศผลในช่วงเย็นของวันที่ 17 กันยายนตามเวลาไทยเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุดของสัปดาห์นี้ ปัจจุบันตลาดให้ความน่าจะเป็นประมาณเก้าในสิบว่าคณะกรรมการจะลดดอกเบี้ยลง 25 จุดพื้นฐาน สู่กรอบประมาณร้อยละ 3.75 ถึง 4.00
สำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ การแข็งค่าของเงินหยวนต่อเนื่องหกวันหมายความว่าต้นทุนการซื้อสินค้าจากจีนในรูปเงินดอลลาร์จะแพงขึ้นเมื่อแปลงกลับ ขณะที่ฝั่งส่งออกของจีนกลับได้เปรียบด้านราคาน้อยลงเล็กน้อย นักวิเคราะห์แนะนำให้ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าแทนการคาดเดาทิศทาง เพราะตัวเลขสำคัญจากศาลเฟดเพียงตัวเดียวสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ในชั่วข้ามคืน