ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 29 กรกฎาคม 2026 ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากกรรมการ 3 ท่านที่ต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สะท้อนความเห็นที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญภายในคณะกรรมการ FOMC
นาย Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า Fed “จะไม่ลังเลที่จะดำเนินการ” และ “อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา” เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ถ้อยแถลงดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้น โดยพันธบัตรอายุ 30 ปีทะยานขึ้นแตะ 5.14% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะยูโร หลังจากที่นักลงทุนประเมินว่าความขัดแย้งภายใน Fed อาจเปิดทางให้มีการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี แม้ว่าตลาดจะยังคงให้น้ำหนักกับการคงดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง
สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ การประชุม Fed ครั้งนี้ตอกย้ำความไม่แน่นอนในตลาดเงินโลก โดยต้องจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 และดัชนี PCE ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัย โดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยประเภท 30 ปีปรับขึ้นสู่ระดับ 6.76% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 ทำให้ความต้องการซื้อบ้านและรีไฟแนนซ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวล้มเหลว ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 7% ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้นโยบายการเงินของ Fed มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น