ราคาทองคำปรับตัวทรงตัวอยู่บริเวณระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเปิดตลาดวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่โดฮายังไม่มีข้อยุติ ทำให้ตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของอุปทานน้ำมันในภูมิภาค
แม้ดัชนีดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกกลับทำให้นักลงทุนยังคงหันมาถือครองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ร่วงลงถึง 6% ส่วนนิกเกอิของญี่ปุ่นลดลงกว่า 2.5% จากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเพิ่มการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยเฉพาะธนาคารกลางของจีนที่ยังคงซื้อทองคำเข้าสำรองอย่างสม่ำเสมอ แม้จะชะลอตัวลงบ้างจากปีที่แล้วก็ตาม แนวโน้มการกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐของธนาคารกลางหลายแห่ง โดยเฉพาะในเอเชียและตะวันออกกลาง ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนระยะยาวต่อราคาทองคำ
ในด้านนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยที่สูงของธนาคารกลางหลักทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะดอกเบี้ยของเฟดที่อยู่ในช่วง 3.50%-3.75% ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ยยังคงสูง แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลกและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค ทองคำยังคงได้รับประโยชน์ในฐานะสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยง
ประธานเฟดคาวิน วอร์ช ที่จะมีแถลงการณ์ในเร็วๆ นี้เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดทองคำกำลังจับตา เนื่องจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องอาจเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่หากสัญญาณที่ออกมาเป็นไปในทิศทางที่เฟดอาจชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ก็จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นได้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่มีความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อตลาดทองคำอีกด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนของราคาพลังงานทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญกับความท้าทายในการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
สำหรับแนวโน้มระยะกลาง นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 4,400-4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและการซื้อของธนาคารกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงและการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ
นักลงทุนควรติดตามการประกาศตัวเลขการจ้างงาน NFP ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด และส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำในระยะสั้น