PMI อังกฤษหดตัวเดือนที่สอง บริการทรุดหนักสุดในรอบ 41 เดือน
เศรษฐกิจอังกฤษยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวในเดือนมิถุนายน โดยดัชนี Composite PMI Output Index ลดลงจาก 49.7 สู่ 49.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 เดือน การสำรวจชี้ให้เห็นถึงการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง โดยได้รับผลกระทบหลักจากภาคบริการที่อ่อนแอ
ดัชนี Services PMI Business Activity ลดลงจาก 49.3 สู่ 48.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 41 เดือน ขณะที่ภาคการผลิตให้การชดเชยบางส่วน โดย Manufacturing Output Index เพิ่มขึ้นจาก 52.2 สู่ 53.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสองปี
คริส วิลเลียมสัน จาก S&P Global กล่าวว่าข้อมูลชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจอังกฤษแทบจะทรงตัวผ่านไตรมาสที่สอง ภาคบริการที่เน้นผู้บริโภคยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน ขณะที่ผู้ผลิตยังคงได้รับประโยชน์จากการสะสมสินค้าคงคลัง เนื่องจากบริษัทต่างๆ พยายามป้องกันการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม วิลเลียมสันเตือนว่าความแข็งแกร่งของภาคการผลิตนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว เนื่องจากอุปสงค์ได้รับการสนับสนุนจากการกักตุนสินค้าเชิงป้องกันมากกว่าการปรับปรุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าการจ้างงานยังคงลดลงในอัตราที่ “น่ากังวล” ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังการเติบโตที่อ่อนแอและอุปสงค์ที่ซบเซา
ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงหลังจากข้อมูล PMI ที่อ่อนแอ โดยนักลงทุนจับตาการประชุม BOE ในเดือนสิงหาคมเพื่อดูสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ย
แคนาดา CPI พุ่งแตะ 3.2% ราคาน้ำมันเบนซินทะยานหนัก 33.2%
อัตราเงินเฟ้อของแคนาดาในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด โดย CPI หัวข้อเพิ่มขึ้นจาก 2.8% สู่ 3.2% สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.0% เมื่อเทียบรายเดือน ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 1.0% ถือเป็นการเร่งตัวของเงินเฟ้อแคนาดาติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม
ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เพิ่มขึ้นจาก 28.6% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น
ไม่รวมราคาน้ำมันเบนซิน CPI ยังคงเพิ่มขึ้นจาก 2.0% สู่ 2.2% ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาได้แผ่ขยายเกินกว่าภาคพลังงานไปสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง ดัชนี CPI Common ซึ่งวัดการเปลี่ยนแปลงราคาร่วมกันในทุกหมวดหมู่ เพิ่มขึ้นจาก 2.5% สู่ 2.7% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5%
ธนาคารกลางแคนาดา (BOC) กำลังเผชิญกับความท้าทายในการตัดสินใจนโยบายการเงิน ท่ามกลางเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ผู้ว่าการ BOC ทิฟฟ์ แม็คเคิลเลม กล่าวก่อนหน้านี้ว่าธนาคารกลางกำลังติดตามผลกระทบของราคาพลังงานต่อเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
ข้อมูล CPI ที่เร่งตัวขึ้นอาจทำให้น้ำหนักการลดดอกเบี้ยของ BOC ในระยะอันใกล้นี้ลดน้อยลง แม้ว่าตลาดก่อนหน้านี้เคยคาดว่า BOC อาจลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2569 แต่เงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่องจะทำให้การเลือกนโยบายของธนาคารกลางมีความยากลำบากมากขึ้น
ยูโรโซน PMI ฟื้นตัวใกล้หลุดพ้นภาวะถดถอย ขณะบริการฟื้นตัว
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมของยูโรโซนประจำเดือนมิถุนายนปรับตัวขึ้นจาก 48.5 สู่ 49.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามเดือน แม้ยังคงต่ำกว่า 50 จุดที่บ่งชี้ถึงการขยายตัว แต่ก็ใกล้เคียงกับระดับทรงตัว สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจยูโรโซนกำลังฟื้นตัวจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยภาคบริการมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ภาคการผลิตชะลอตัวลงเล็กน้อย
ภาคบริการ PMI เพิ่มขึ้นจาก 47.7 สู่ 48.9 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามเดือนเช่นกัน ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและสันทนาการ คริส วิลเลียมสัน จาก S&P Global กล่าวว่าข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่ายูโรโซน “มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยได้อย่างหวุดหวิด”
ในขณะเดียวกัน ฟิลิป เลน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ECB เตือนว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยกล่าวว่าเขามองเห็นสัญญาณของแรงกดดันด้านราคาที่กำลังสะสมตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นคาดว่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB ไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2027
ข้อมูล PMI ของเยอรมนีและฝรั่งเศสยังคงอยู่ในภาวะหดตัว โดยเยอรมนี Composite PMI อยู่ที่ 48.0 ขณะที่ฝรั่งเศสอยู่ที่ 47.6 แม้จะดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของฝรั่งเศสในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 94 ซึ่งยังคงเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021
ทิศทางค่าเงินยูโรยังคงถูกกดดันจากความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่าง ECB และธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) ยังคงแข็งค่าขึ้นจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
เฟดกูลส์บีเตือนปัญหาเงินเฟ้ออาจติดอยู่ในระดับ 3-4%
ออสตาน กูลส์บี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก กล่าวว่าความท้าทายหลักของเฟดคือการพิจารณาว่าเงินเฟ้อที่วิ่งสูงกว่าเป้าหมายอย่างมากจะค่อยๆ ลดลงหรือจะติดอยู่ในระดับสูง เขาชี้ว่านโยบายการเงินกำลังเผชิญกับ “ปัญหาเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมายอย่างมากและกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ผิด”
“เส้นหลักที่เราต้องพิจารณาคือ ในสถานการณ์ที่ตัวเลขด้านหน้าจุดทศนิยมเป็น 3 หรือ 4 เรากังวลมากแค่ไหนว่ามันจะยังคงเป็น 3 หรือ 4 ต่อไป” กูลส์บีกล่าว เขายอมรับว่าเงินเฟ้อส่วนหนึ่งอาจมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ภาษีศุลกากรและการหยุดชะงักทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เฟดต้องตัดสินใจว่าแรงกดดันเหล่านี้จะจางหายไปตามธรรมชาติหรือจะฝังลึกอยู่ในเศรษฐกิจ
สิ่งที่กูลส์บีกังวลเป็นพิเศษคือเงินเฟ้อภาคบริการ ซึ่งเขาอธิบายว่า “น่ากังวลกว่า” ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากภาษีศุลกากรอาจเป็นผลชั่วคราว แต่เงินเฟ้อภาคบริการในอดีตมีความคงทนมากกว่า ถ้อยแถลงของกูลส์บีตอกย้ำแนวโน้มที่เฟดกำลังให้ความสำคัญกับความคงทนของเงินเฟ้อ
ตลาดซื้อขายล่วงหน้า Fed Funds บ่งชี้ว่ามีโอกาส 34% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคม จับตาตัวเลข PMI และรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของเฟด
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจาก Fed Dot Plot ส่งสัญญาณ hawkish ในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ USD/JPY กำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่น
18 มิถุนายน 2569 — สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางพลิกผันครั้งสําคัญ เมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้สัญจรอีกครั้งหลังจากถูกปิดกั้นเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เรือบรรทุกน้ํามันของอิหร่านลําแรกได้ผ่านช่องแคบดังกล่าวสําเร็จ ความคืบหน้านี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้การสนับสนุนกรอบข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ํามันที่สําคัญที่สุดของโลก โดยรองรับการขนส่งน้ํามันดิบทางทะเลประมาณหนึ่งในสามของโลก ก่อนหน้านี้กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาค ทําให้การสัญจรผ่านช่องแคบถูกขัดขวาง สร้างความตื่นตระหนกด้านอุปทานน้ํามันทั่วโลก การเปิดช่องแคบอีกครั้งช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านอุปทานในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม จุดยืนของสหรัฐฯ ยังคงมีเงื่อนไข รัฐบาลทรัมป์เตือนอย่างชัดเจนว่า หากอิหร่าน “ก่อปัญหา” หรือละเมิดข้อตกลงหยุดยิง กองทัพสหรัฐฯ อาจกลับมาปฏิบัติการทางทหารได้ทุกเมื่อ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็น “กรอบชั่วคราว” สําหรับการหยุดยิง และสหรัฐฯ จะเฝ้าระวังการละเมิดใดๆ จากอิหร่านอย่างใกล้ชิด
จากมุมมองของตลาดน้ํามัน EIA คาดการณ์ในรายงานแนวโน้มพลังงานระยะสั้นล่าสุดว่าอุปสงค์น้ํามันทั่วโลกจะปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยจํากัด upside ของราคาน้ํามัน ราคาน้ํามัน WTI ปรับตัวลดลงสู่ 75.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะสมการปรับตัวลดลงกว่า 27% ในรอบเดือนที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น แต่ตลาดน้ํามันโลกยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งฝั่งอุปสงค์ที่อ่อนแอและการตัดสินใจด้านกําลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ การประชุม OPEC+ ที่จะถึงนี้จะเป็นเหตุการณ์สําคัญต่อไปที่นักลงทุนต้องจับตามอง
18 มิถุนายน 2569 — ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50%-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ในการประชุมคณะกรรมการ FOMC ซึ่งมีเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่เป็นประธานครั้งแรก อย่างไรก็ตาม Dot Plot ที่เผยแพร่พร้อมกันส่งสัญญาณ Hawkish อย่างชัดเจน สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุน
การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย ณ สิ้นปี 2569 ถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.8% โดยกรรมการเฟดถึง 4 คนคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ขณะที่มีเพียง 2 คนที่ยังคงคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย CME FedWatch บ่งชี้ว่าโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเป็น 60.7% จาก 32% ในสัปดาห์ก่อน
ในแถลงการณ์นโยบาย เฟดได้ปรับเปลี่ยนถ้อยคำครั้งสำคัญ โดยตัดคําว่า “การปรับเปลี่ยนเพิ่มเติม” (further adjustment) ออก และเปลี่ยนมาใช้แนวทางที่ “พึ่งพาข้อมูล” (data-dependent) แทน ซึ่งตลาดตีความว่าเฟดต้องการคงความยืดหยุ่นในการดําเนินนโยบาย ไม่ผูกมัดกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน: ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) พุ่งทะลุระดับ 100.40 จุด สูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ 4.85% ขณะที่อายุ 2 ปี ทะลุระดับ 5.0% ตลาดปริวรรตเงินตราทั่วโลกผันผวนรุนแรง
EUR/USD ร่วงลงต่ำกว่า 1.1500 ขณะที่ GBP/USD ลดลงสู่ 1.3270 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสองเดือน USD/JPY พุ่งขึ้นแตะ 160.80 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสองปี สร้างความกังวลว่ารัฐบาลญี่ปุ่นอาจเข้ามาแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ผลการประชุมครั้งนี้แตกต่างจากความคาดหวังของตลาดอย่างมีนัยสําคัญ วอร์ชในฐานะประธานเฟดคนใหม่ยังอยู่ในช่วงที่ตลาดกําลังเรียนรู้แนวทางการดําเนินนโยบายของเขา นักลงทุนควรจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะดัชนีราคา PCE ซึ่งจะเป็นปัจจัยสําคัญต่อทิศทางนโยบายของเฟดในช่วงที่เหลือของปี
ราคา Bitcoin ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ 62,574 ดอลลาร์ในวันที่ 11 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 1.74% ใน 24 ชั่วโมง หลังจากข้อมูล CPI ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคมออกมาที่ 4.2% สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การไหลออกของกองทุน Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากที่ไหลออกติดต่อกัน 13 วัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 4.4 พันล้านดอลลาร์ การไหลออกที่ชะลอตัวลงช่วยลดแรงกดดันต่อตลาด อย่างไรก็ตาม Bitcoin ยังคงลดลง 2.04% ในรอบ 7 วัน ขณะที่ดัชนีความกลัวและความโลภอยู่ในระดับ 12 ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนยังคงมีความกลัวอย่างรุนแรง Ethereum ซื้อขายที่ 1,632 ดอลลาร์ โดยปรับตัวลดลงมากกว่า Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมา ดัชนี RSI ของ Bitcoin อยู่ที่ 35.12 ซึ่งอยู่ในโซนขายมากเกินไปเล็กน้อย การวิเคราะห์ทางเทคนิคชี้ว่าระดับแนวรับสำคัญของ Bitcoin อยู่ที่ 61,000 ดอลลาร์และ 60,500 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 63,000 ดอลลาร์และ 64,000 ดอลลาร์ มูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีรวมอยู่ที่ 1.254 ล้านล้านดอลลาร์ โดย Bitcoin มีส่วนแบ่งตลาด 56.29% นักวิเคราะห์ระบุว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อตลาดคริปโทในระยะกลาง อย่างไรก็ตาม การประชุม FOMC ในสัปดาห์หน้าอาจเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญต่อทิศทางของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลต่อไป
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 เพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี สูงสุดในรอบ 3 ปี และสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานเพิ่มขึ้น 2.9% รายปี โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จากเดือนก่อนหน้า ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 0.3% ราคาพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันอัตราเงินเฟ้อ โดยดัชนีพลังงานเพิ่มขึ้น 3.9% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นถึง 23.5% รายปี ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงถึง 40.5% รายปี ข้อมูล CPI นี้เผยแพร่ก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งตลาดคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นอีก ทองคำ spot ซื้อขายที่ระดับ 2,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดสัปดาห์หน้า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า โดยดัชนี DXY ยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ยกเว้นเยนญี่ปุ่นที่แข็งค่ากว่า คู่สกุลเงิน EUR/USD เคลื่อนไหวที่ 1.1530 ขณะที่ GBP/USD ร่วงแตะ 1.3280 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบปี ดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงมาที่ 0.6620 จากปัจจัยกดดันหลายประการ นักวิเคราะห์คาดว่าการประชุม FOMC สัปดาห์หน้าจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางค่าเงินในระยะต่อไป