ตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านและเปิดช่องทางการทูตอีกครั้ง ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวลดลง 0.71% มาอยู่ที่ 81.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ร่วงลง 1.10% มาอยู่ที่ 86.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การร่วงลงของราคาน้ำมันครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของความเชื่อมั่นตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ขึ้นไปแตะ 92 ดอลลาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียโดยกบฏฮูตี อย่างไรก็ตาม การประกาศหยุดยิงอย่างกะทันหันของทรัมป์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าตลาดไปอย่างสิ้นเชิง
นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสินค้าโภคภัณฑ์กล่าวถึงสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ครั้งที่สี่ในปีนี้ที่ตลาดน้ำมันซื้อสันติภาพ” (Oil Buys Its Fourth Peace of the Year) โดยในปี 2569 เกิดวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางถึงสี่ครั้งแล้ว — ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่านในซีเรีย การโจมตีของฮูตีในทะเลแดง การปะทะทางทหารสหรัฐฯ-อิหร่านในอิรัก และล่าสุดการเผชิญหน้าในช่องแคบฮอร์มุซ — และทุกครั้งจบลงด้วยการแก้ปัญหาทางการทูต รูปแบบที่ซ้ำๆ นี้กำลังเปลี่ยนวิธีที่นักลงทุนประเมินความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
แม้จะมีสัญญาณหยุดยิง แต่กิจกรรมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นว่าปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งประมาณ 30% โดยเรือจำนวนมากเลือกจอดรอที่อ่าวโอมานและท่าเรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บริษัทประกันภัยยังคงเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงสงครามในอัตราที่สูง การที่ “หยุดยิงแต่ยังไม่กลับมาขนส่งตามปกติ” นี้หมายความว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตลาดน้ำมันลดลงมากแต่ยังไม่หายไปทั้งหมด
จากข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในรายงานตลาดน้ำมันเดือนกรกฎาคม 2569 คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่กลุ่ม OPEC+ กำลังเดินหน้าผ่อนคลายข้อจำกัดการผลิตตามแผน หากสถานการณ์ตะวันออกกลางสงบลงอย่างต่อเนื่องและ OPEC+ ยืนยันเส้นทางการเพิ่มกำลังการผลิต ราคาน้ำมันอาจเผชิญแรงกดดันขาลงเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่สาม
สำหรับนักลงทุนในตลาดฟอเร็กซ์ การร่วงลงของราคาน้ำมันส่งผลโดยตรงต่อสกุลเงินของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เช่น ดอลลาร์แคนาดาและโครนนอร์เวย์ ซึ่งอ่อนค่าลงในวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดฟอเร็กซ์ในปัจจุบันยังคงเป็นนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟดและการเคลื่อนไหวของดัชนีดอลลาร์ นักลงทุนควรจับตาการประชุม FOMC ในสัปดาห์นี้และรายงานสต็อกน้ำมันดิบของ EIA ในวันพุธ