ตลาดฟอเร็กซ์สัปดาห์นี้จับตาข่าวใหญ่ เมื่อสหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วมมือกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเพื่อเข้าปกป้องค่าเงินเยนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชียปี 2541 ที่ทั้งสองประเทศซื้อเยนร่วมกัน และยังเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษที่วอชิงตันลงมาแทรกแซงค่าเงินด้วยตัวเอง เงินเยนจึงแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายสิบปี โดยปรับตัวขึ้นติดต่อกันสามวันและทำระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน
รายละเอียดของการแทรกแซงครั้งนี้ค่อนข้างพิเศษ ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ในฐานะตัวแทนของกระทรวงการคลัง ได้ขายเงินยูโรเพื่อซื้อเงินเยน โดยดำเนินการผ่านโบรกเกอร์รายใหญ่สองราย คือ โกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ แนวทาง “ขายยูโร ซื้อเยน” นี้หาได้ยากในตลาด และสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเงินยูโร พร้อมส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่พร้อมจะเข้ามาปกป้องเยนเมื่อค่าเงินอ่อนแอเกินไป
ผลของการแทรกแซงเกิดขึ้นทันที ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างชัดเจน โดยลดลงไปแตะระดับ 99.94 จากจุดสูงสุดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม คิดเป็นราว 1.5% ความอ่อนแอของดอลลาร์เปิดโอกาสให้สกุลเงินอื่นฟื้นตัว เงินยูโรดีดกลับมายืนเหนือระดับ 1.15 ต่อดอลลาร์ จากจุดต่ำสุดบริเวณ 1.14 และเงินหยวนของจีนก็แข็งค่าขึ้นแตะระดับแข็งสุดในรอบหนึ่งปีเช่นกัน
สำหรับนักเทรด ประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะมีการแทรกแซงอีกหรือไม่ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นระบุว่าพร้อมดำเนินการเพิ่มเติมหากเยนผันผวนเกินไป เรื่องที่สองคือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ โดยเฉพาะตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์ ซึ่งจะส่งผลต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของเฟด และทิศทางของดอลลาร์ต่อไป
บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือการเทรดเทรนด์เดี่ยวในสกุลเงินที่เจ้าหน้าที่เข้ามาแทรกแซงเป็นเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่ง การแทรกแซงไม่ได้เปลี่ยนปัจจัยพื้นฐานในระยะยาว แต่มันทำให้จังหวะและทิศทางระยะสั้นเปลี่ยนไป นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยมากกว่าการเดาว่าจะมีการแทรกแซงครั้งต่อไปเมื่อไหร่ เพราะแนวโน้มระยะยาวของค่าเงินยังคงถูกกำหนดโดยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นหลัก