ราคาทองคำปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น
ทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อไป โดยมีแนวต้านที่ 4,700 ดอลลาร์และแนวรับที่ 4,500 ดอลลาร์ การเทรดทองคำ CFD ผ่าน XM เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากสามารถทำกำไรได้ทั้งในสภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง
XM เสนอเลเวอเรจสูงถึง 1:1000 ค่าคอมมิชชั่นต่ำ และสเปรดที่แข่งขันได้ ทำให้นักเทรดทองคำชาวไทยสามารถเข้าถึงตลาดทองคำโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงสูง ส่งผลให้ค่าเงิน NZD แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ และเป็นข่าวสำคัญในตลาด Forex
NZD/USD ปรับตัวขึ้น 0.6% มาที่ 0.5873 ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้น NZX 50 ปรับตัวขึ้น 1.2% ปิดที่ 13,228 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์
การส่งสัญญาณของ RBNZ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก นักเทรดควรติดตามนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด Forex ในระยะต่อไป
นักเทรดสามารถซื้อขาย NZD/USD และคู่เงินหลักอื่นๆ ได้ที่ XM Broker ซึ่งมีสภาพคล่องสูงและราคาที่โปร่งใส
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนในรายงานเสถียรภาพการเงินล่าสุดว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อให้เกิดความท้าทายร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางการเงินของยูโรโซน ขณะที่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อความเสี่ยงทางการเงินโลก
รองประธาน ECB Luis de Guindos กล่าวว่าการช็อกจากอุปทานพลังงานจะนำไปสู่ความเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นภาวะที่ยากต่อการดำเนินนโยบายการเงิน
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนีในปี 2026 เหลือเพียง 0.5% ลดลง 0.4% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีจะอยู่ที่ 3% ในปีนี้และ 2.8% ในปีหน้า
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้อนุมัติกฎหมายยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ หลายรายการ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าและหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีรถยนต์ยุโรปที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไว้
ในตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี อยู่ที่ 5.012% ขณะที่อายุ 2 ปี อยู่ที่ 4.033% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดไม่ได้มองอนาคตเศรษฐกิจในแง่ร้ายจนเกินไป
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันพุธ โดย WTI ร่วงลง 4.77% ปิดที่ 89.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ลดลง 3.92% มาที่ 92.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบสามเดือน
ข่าวความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงลง มีรายงานว่าการเจรจามีความคืบหน้าไปสู่กรอบข้อตกลงที่อาจเปิดทางให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ
โลหะมีค่าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน COMEX Gold Futures ร่วงลง 1.05% มาที่ 4,454.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ Silver Futures ลดลง 2.25% มาที่ 74.89 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะเดียวกัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.08% มาที่ 99.23 จุด ทำให้คู่สกุลเงิน EUR/USD ลดลง 0.05% มาที่ 1.1626 และ GBP/USD ลดลง 0.15% มาที่ 1.3426
สำหรับนักเทรด forex การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำในวันนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น USD/CAD และ AUD/USD ผู้เทรดควรติดตามการประกาศ PCE คืนนี้อย่างใกล้ชิด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจหลายชิ้นชี้ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ตลาดตอนนี้ให้ความน่าจะเป็น 39% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 และ 62% ที่จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเลยทั้งปี
ไฮไลท์สำคัญของวันนี้คือการรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนเมษายนของสหรัฐฯ ซึ่งจะประกาศเวลา 20:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานจะยังคงสูง ซึ่งอาจทำให้เฟดคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.2% เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนความคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะยังคงสูงเป็นเวลานาน
น่าสนใจที่ธนาคารกลางนิวซีแลนด์เกือบจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด โดยขาดเพียงเสียงเดียว ส่งสัญญาณไปยังตลาดโลกว่าเมื่อเงินเฟ้อกลับฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสามารถเปลี่ยนจากการผ่อนคลายมาเป็นเข้มงวดได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับนักเทรด Forex คืนนี้เป็นคืนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การประกาศ PCE ที่สูงกว่าคาดจะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจกดดันคู่สกุลเงินอย่าง EUR/USD และ GBP/USD ให้อ่อนค่าลง
ทองคำยืนเหนือ 4500 ดอลลาร์ ตลาดรอดูสถานการณ์อิหร่าน
ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สองติดต่อกันในวันศุกร์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทองคำยังคงยืนเหนือระดับ 4500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยได้รับแรงซื้อหนุนบริเวณดังกล่าว แม้จะมีแรงขายกดดันอยู่บ้าง แต่ downside ก็ไม่ได้ขยายตัวออกไปมากนัก
การเคลื่อนไหวของทองคำในสัปดาห์นี้อยู่ในกรอบที่จำกัด โดยปริมาณการซื้อขายลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่านักลงทุนบางส่วนกำลังรออยู่ข้างสนาม รอดูปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน
อะไรคือปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทองคำในขณะนี้ อันดับแรกคือดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่ง ซึ่งกดดันทองคำโดยตรง เนื่องจากทองคำมีราคาเป็นดอลลาร์ ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทำให้ทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น
นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กำลังมีความคืบหน้า หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงกันได้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลง ส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ทองคำยังคงยืนเหนือ 4500 ดอลลาร์ได้ด้วยปัจจัยหนุนหลายประการ อัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมาย การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านที่ยังมีอยู่สูง
แนวรับสำคัญของทองคำอยู่ที่ 4500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นทั้งแนวรับทางจิตวิทยาและแนวรับของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน ขณะที่แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 4600 ดอลลาร์ แนะนำให้นักลงทุน短线 ซื้อขายในกรอบ 4500-4600 ดอลลาร์ รอการ break out ก่อนเข้าลงทุนในDirection ที่ชัดเจน
ยูโร/ดอลลาร์ดีดตัวกลับเหนือระดับ 1.1600 ขณะตลาดจับตาประธานเฟดคนใหม่
ตลาดฟอเร็กซ์วันศุกร์ที่ผ่านมา คู่สกุลเงิน EUR/USD สามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้เล็กน้อย โดยกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1.1600 ได้อีกครั้ง หลังจากที่ถูกกดดันมาหลายวันทำการติดต่อกัน แม้ว่าจะมีการดีดตัวขึ้นบ้าง แต่ภาพรวมโดยรวมยังคงอ่อนแอ และแรงซื้อยังไม่มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะเปลี่ยนแนวโน้มหลักได้
จากมุมมองทางเทคนิค EUR/USD ได้รับแรงซื้อบริเวณ 1.1580 และค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงตลาดยุโรป โดยปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.1610-1.1620 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวครั้งนี้มีลักษณะเป็นการปิดสถานะขายระยะสั้นมากกว่าการกลับตัวของแนวโน้มที่แท้จริง
สาเหตุหลักที่ทำให้ยูโรยังคงอ่อนแอคือความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้นแรงในสัปดาห์นี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป แม้ก่อนหน้านี้ตลาดเคยคาดว่าเฟดอาจจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดทำให้ความคาดหวังดังกล่าวลดลง
นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ก็เป็นอีกปัจจัยที่หนุนดอลลาร์ เนื่องจากสถานการณ์ที่อาจคลี่คลายลงส่งผลให้ดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้รับความสนใจ
ข่าวสำคัญอีกเรื่องในสัปดาห์นี้คือการเข้ารับตำแหน่งของเค. วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ การเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาด เนื่องจากวอร์ชมีจุดยืนที่ค่อนข้าง hawkish ตลาดคาดว่าเขาอาจให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ดอลลาร์แข็งแกร่งขึ้นอีก นักลงทุนกำลังจับตาถ้อยแถลงครั้งแรกของเขาหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างใกล้ชิด
ในฝั่งยุโรปนั้น ปัจจัยพื้นฐานก็ไม่ได้สดใสนัก แม้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะพยายามต่อสู้กับเงินเฟ้อ แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวยังไม่ได้รับการแก้ไข ข้อมูล PMI ภาคการผลิตที่อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องทำให้อีซีบีตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
จากมุมมองทางเทคนิค EUR/USD กำลังแกว่งตัวในกรอบ 1.1580-1.1650 แนวรับสำคัญที่ 1.1580 หากหลุดระดับนี้ลงมา อาจเปิดพื้นที่ให้ลงไปถึง 1.1500 ด้านแนวต้าน 1.1650 เป็นด่านแรกที่ต้องผ่านให้ได้ก่อนจึงจะขึ้นไปทดสอบ 1.1700 ได้ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นยังคงชี้ลง สะท้อนถึงแนวโน้มทางเทคนิคที่ยังเป็นขาลง
สัปดาห์หน้า ตลาดจะมุ่งเน้นไปที่นโยบายของประธานเฟดคนใหม่ ความคืบหน้าของการเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน และข้อมูลเงินเฟ้อยูโรโซน กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นแนะนำให้ระมัดระวัง การยืนเหนือหรือหลุด 1.1580 จะเป็นตัวกำหนดทิศทางระยะสั้น
โดยสรุปแล้ว EUR/USD ยังคงมีความเสี่ยงด้านขาลงสูงกว่า เนื่องจากแรงหนุนของดอลลาร์จากนโยบายเฟดที่เข้มงวดและการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรป