ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เดือนกรกฎาคมซึ่งเผยแพร่รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคบริการ
ประธานเฟด นายเควิน วอร์ช ส่งสัญญาณจุดยืนแบบเหยี่ยว (Hawkish) อย่างชัดเจนในการประชุมครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่าธนาคารกลางจำเป็นต้องรักษาแนวทางการดำเนินนโยบายที่เข้มงวดต่อไปจนกว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน
การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ (SEP) ที่เผยแพร่ร่วมกับรายงานการประชุมชี้ให้เห็นว่าคณะกรรมการเฟดส่วนใหญ่ยังคงมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยอีกครั้งภายในปี 2569 นี้ แม้ว่าตลาดการเงินบางส่วนจะคาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องหลังจากรายงานการประชุมเฟดสะท้อนท่าทีที่ระมัดระวัง ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์ ขณะที่นักลงทุนปรับลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ออกไป
ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.545% สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า การลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังได้รับแรงหนุนจากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-Off) ที่เพิ่มขึ้น
สำหรับค่าเงินบาท การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐและเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทิศทางดังกล่าวอาจกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากเงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไปอาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าและเงินเฟ้อในประเทศ
นักวิเคราะห์จากธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพฯ ระบุว่า แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจปรับขึ้นอีกครั้งและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย จะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทในระยะสั้นถึงกลาง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ 215,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงตึงตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เฟดสามารถคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปได้
ทองคำพุ่งสู่ 2,385 ดอลลาร์ทำจุดสูงสุดของปี 2026 ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเหนือ 105.50 การปรับตัวขึ้นพร้อมกันของทั้งสองสินทรัพย์เป็นสัญญาณหลบภัยรุนแรง เงินเยนแข็งค่าจาก 160 สู่ 158.40 ฟรังก์สวิสแข็งค่าสู่ 0.8920
กลยุทธ์
เพิ่มน้ำหนักทองคำและสกุลเงินปลอดภัยในพอร์ต ลดเลเวอเรจ ติดตามข้อมูล CPI และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านคืนที่สามติดต่อกัน อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน ช่องแคบฮอร์มุซขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ดัชนีดอลลาร์สหรัฐทะลุ 105.50 ทองคำปรับขึ้นสู่ 2,385 ดอลลาร์ น้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสู่ 78.14 ดอลลาร์
ผลกระทบต่อตลาดฟอเร็กซ์
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทั่วทุกตลาด เงินเยนและฟรังก์สวิสปรับตัวขึ้นเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนควรเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ปลอดภัยและลดการใช้เลเวอเรจ
The five largest US banks reported Q2 earnings on July 14, providing key insights into the health of the American economy. JPMorgan Chase reported EPS of $5.92, beating expectations. Goldman Sachs delivered a standout performance with EPS of $11.82, far exceeding estimates. Bank of America, Wells Fargo, and Citigroup also reported results that were generally in line with or slightly above expectations. The strong earnings suggest the US economy remains resilient despite high interest rates and geopolitical uncertainty.
Market Implications
The positive bank earnings provide support for the dollar and ease recession concerns. Bank management commentary on the economic outlook is being closely watched. Overall, the results support the view that the US economy can withstand higher interest rates, which in turn supports the case for the Fed to maintain its hawkish stance if inflation persists.
Federal Reserve Governor Christopher Waller delivered a sharply hawkish speech on July 13, warning that interest rate hikes may be necessary in the near term if core inflation remains elevated. This marked a significant shift from his previous dovish stance. The market reacted immediately with July rate hike probability surging from 22% to 39%. The 2-year Treasury yield rose 15 basis points to 4.75%, the highest since early 2025. The dollar strengthened broadly against major currencies. EUR/USD fell below 1.0820. USD/JPY rebounded above 159.50.
What This Means
Waller’s shift reflects growing concern within the Fed that the battle against inflation is not yet won. Core inflation remains above 3% annualized, and the labor market continues to show strength with wage growth at 4.2%. The addition of geopolitical risk from Middle East tensions adds further complexity. The key catalyst this week is the June CPI report, which will determine whether the July rate hike probability moves above 50%.
The escalating US-Iran conflict has sent shockwaves through global financial markets. The United States launched a third consecutive night of airstrikes on Iran, targeting military facilities. Iran retaliated by striking US bases in Kuwait, Bahrain, Jordan, Oman and Qatar with missiles and drones. The Strait of Hormuz, through which 20% of global oil passes, has become the flashpoint. Oil prices surged with Brent crude reaching $78.14 per barrel. Safe haven currencies strengthened while risk assets sold off. The dollar index rose above 105.50. Gold jumped to $2,385. The yen and Swiss franc also gained. Emerging market currencies were under pressure.
Global Market Impact
The crisis has triggered a broad risk-off move across asset classes. Traders are monitoring the Strait of Hormuz passage status closely. Any disruption to oil flows through this critical chokepoint would have severe consequences for global energy markets and inflation. Central banks face renewed uncertainty as oil-driven inflation complicates their policy decisions. Investors should maintain defensive positioning and increase safe haven allocation until the situation becomes clearer.
ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนหน้านี้ และปัจจุบันซื้อขายที่ประมาณ 4,120 ดอลลาร์ การทะลุจุดสูงสุดทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์อิหร่านที่ยังคงตึงเครียด
การยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านจะหมดอายุในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบและเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนหันมาซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากทั้งอัตราเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดการเงิน
สำหรับตลาดฟอเร็กซ์ การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำส่งผลดีต่อสกุลเงินของประเทศผู้ผลิตทองคำอย่างออสเตรเลีย แต่ในทางกลับกัน การแข็งค่าของดอลลาร์อาจสร้างแรงกดดันต่อทองคำในระยะสั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาวท่ามกลางแนวโน้มการลดค่าเงินของประเทศหลักๆ
ตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลกกำลังจับตาการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้ทิศทางของค่าเงินเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ข้อมูล CPI จะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ เกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ย หากข้อมูล CPI ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างเยนญี่ปุ่นและฟรังก์สวิส
ในทางกลับกัน หาก CPI ต่ำกว่าคาด ตลาดอาจกลับมาเชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าและสกุลเงินเสี่ยงอย่างดอลลาร์ออสเตรเลียและดอลลาร์นิวซีแลนด์มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ นักเทรดควรใช้คำสั่ง Stop Loss ที่เหมาะสมและพิจารณาการใช้ Options เพื่อป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่มีความผันผวนสูง
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับตลาดฟอเร็กซ์ โดยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ จะประกาศในวันที่ 14 กรกฎาคม ขณะที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ Kevin Warsh จะแถลงต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรก นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 4.1-4.3%
ความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้จะขึ้นอยู่กับผล CPI เป็นสำคัญ หากตัวเลขสูงกว่าคาดการณ์ จะยิ่งสนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยสูงต่อไป ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ในทางกลับกัน หาก CPI ต่ำกว่าคาด นักลงทุนอาจกลับมาเดิมพันเรื่องการลดดอกเบี้ยอีกครั้ง
ค่าเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มผันผวนตามทิศทางของดอลลาร์ ผู้ค้าฟอเร็กซ์ควรติดตามการประกาศ CPI และการแถลงของ Warsh อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์การซื้อขายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นทะลุระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ก่อนหน้านี้ และปัจจุบันซื้อขายที่ประมาณ 4,120 ดอลลาร์ การทะลุจุดสูงสุดทางประวัติศาสตร์ครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์อิหร่านที่ยังคงตึงเครียด
การยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านจะหมดอายุในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบและเพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนหันมาซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากทั้งอัตราเงินเฟ้อและความผันผวนของตลาดการเงิน
สำหรับตลาดฟอเร็กซ์ การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำส่งผลดีต่อสกุลเงินของประเทศผู้ผลิตทองคำอย่างออสเตรเลีย แต่ในทางกลับกัน การแข็งค่าของดอลลาร์อาจสร้างแรงกดดันต่อทองคำในระยะสั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาวท่ามกลางแนวโน้มการลดค่าเงินของประเทศหลักๆ