ตลาดน้ำมันดิบโลกในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 กำลังเผชิญกับการปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี หลังจากมีความคืบหน้าในการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ลดลงจากจุดสูงสุด ขณะที่นักลงทุนเปลี่ยนความสนใจกลับไปที่ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน
สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงในรอบหลายปีคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางการทูตที่ดำเนินไปในเดือนพฤษภาคมได้ช่วยลดความตึงเครียดลงบ้าง
จากด้านอุปทาน นโยบายการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา กลุ่มพันธมิตรได้ประกาศแผนเพิ่มการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศสมาชิกจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามแผนหรือไม่ เนื่องจากหลายประเทศประสบปัญหาในการขยายกำลังการผลิต
ด้านอุปสงค์ ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักแสดงผลที่ไม่สม่ำเสมอ การเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปยังคงอ่อนแอ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนก็เผชิญกับความท้าทาย ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันจำกัดการเติบโตของความต้องการน้ำมัน
สำหรับแนวโน้มราคาในระยะสั้น นักวิเคราะห์พลังงานระบุว่าราคาน้ำมันจะขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก ได้แก่ วิวัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตที่แท้จริงของโอเปกพลัส และทิศทางของเศรษฐกิจโลก
การเข้าสู่ฤดูร้อนของซีกโลกเหนือจะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากความต้องการน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูการเดินทาง แต่อุปทานที่เพิ่มขึ้นจากโอเปกพลัสอาจจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคา
นักเทรดควรติดตามข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดน้ำมันในเดือนมิถุนายนมีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์ อุปทาน และภูมิรัฐศาสตร์
เดือนมิถุนายน 2026 กำลังกลายเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลก โดยธนาคารกลางหลักสามแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะประกาศอัตราดอกเบี้ยภายในระยะเวลาเพียง 8 วัน สร้างความผันผวนครั้งใหญ่ให้กับตลาดปริวรรตเงินตรา
ธนาคารกลางยุโรปจะเป็นแห่งแรกที่ประกาศในวันที่ 11 มิถุนายน โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน จาก 2.00% เป็น 2.25% การปรับขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนที่ยังคงสูงถึง 3.0% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของอีซีบีอย่างมีนัยสำคัญ
ถัดมา ธนาคารกลางสหรัฐจะประชุมในวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม คณะกรรมการเฟดยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยในการประชุมเดือนเมษายนมีมติ 8 ต่อ 4 ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นคะแนนเสียงที่มีความแตกแยกมากที่สุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 1992
ธนาคารกลางอังกฤษจะประกาศในวันที่ 18 มิถุนายน ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรลดลงเหลือ 2.8% ในเดือนเมษายน จาก 3.3% ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารกลางคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดกลับมาถกเถียงถึงความเป็นไปได้ในการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี
สำหรับค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง ปัจจุบันซื้อขายที่ประมาณ 1.344 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1.154 ยูโร ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางอังกฤษ (3.75%) และธนาคารกลางยุโรป (2.00%) ที่ 175 จุดพื้นฐาน ยังคงสนับสนุนค่าเงินปอนด์ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะลดโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม
ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังการปรับขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบี ในเดือนพฤษภาคม 2026 ยูโรมีอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ 1.1681 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 1.1274 ในเดือนพฤษภาคม 2025 หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 3.6% ในรอบปี
สำหรับตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนค่าลงเล็กน้อยจาก 93.48 เป็น 95.53 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินหยวนจีนยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 6.80 ต่อดอลลาร์สหรัฐ
นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดฟอเร็กซ์ในเดือนมิถุนายนจะมีความผันผวนสูง นักลงทุนต้องติดตามข้อมูลเงินเฟ้อและสัญญาณนโยบายจากธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การซื้อขายให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดในการประชุมเดือนพฤษภาคม เมื่อคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ 2.25% ตามคาด แต่ผลการลงมติกลับออกมาเป็น 3-3 ซึ่งนำไปสู่การชี้ขาดโดยผู้ว่าการธนาคารกลาง สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในคณะกรรมการเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน
สิ่งที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่ใช่การคงดอกเบี้ย แต่เป็นถ้อยแถลงที่แข็งกร้าวของ RBNZ ซึ่งระบุว่า “อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้” ภาษาในแถลงการณ์ครั้งนี้แข็งกร้าวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้ตลาดปรับเพิ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมเป็น 73%
เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) พุ่งแข็งค่าขึ้นทันทีหลังจากประกาศผลการประชุม ขณะที่ AUD/NZD ร่วงลงหนักสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการคาดการณ์นโยบายการเงินระหว่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
ความแตกต่างของนโยบายระหว่าง RBNZ และธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน AUD/NZD ในขณะที่ RBNZ ส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจน RBA กลับมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น โดยขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4.35% ในการประชุมล่าสุด แต่มีกรรมการ 1 คนไม่เห็นด้วย และมีแนวโน้มที่จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย
สาเหตุหลักที่ RBNZ ต้องส่งสัญญาณแข็งกร้าวคือแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศที่ยังคงสูง โดยเฉพาะค่าบริการ ค่าเช่า และต้นทุนแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ปัญหา Supply Chain จะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่แรงกดดันด้านราคายังไม่ลดลงเท่าที่ควร
นอกจากนี้ เศรษฐกิจนิวซีแลนด์ยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยอัตราการว่างงานยังคงต่ำ และการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังไม่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ RBNZ มั่นใจว่าจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้โดยไม่กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป
ทางด้านเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) กลับอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับ NZD เนื่องจาก RBA ส่งสัญญาณ Dovish นักเศรษฐศาสตร์ Sarah Hunter กล่าวว่ารัฐกำลังประเมินผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรอดูสถานการณ์
สำหรับนักเทรดฟอเร็กซ์ การประชุม RBNZ ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางเป็นปัจจัยที่มีพลังอย่างมากในการขับเคลื่อนตลาดค่าเงิน โดยเฉพาะใน Cross Pair เช่น AUD/NZD ที่อ่อนไหวต่อความแตกต่างของนโยบายระหว่างธนาคารกลางของทั้งสองประเทศ
แนวโน้มระยะสั้น NZD มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงการประชุมเดือนกรกฎาคม ซึ่งอัตราเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงานของนิวซีแลนด์ที่จะประกาศในระหว่างนี้จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของค่าเงิน
ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทะลุระดับ 1.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี แรงกดดันมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แผนการออกพันธบัตรเชื่อมโยง (Bridging Bond) ของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน
แผนการออกพันธบัตรเชื่อมโยงของ LDP มีเป้าหมายเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับวินัยการคลังของญี่ปุ่น หนี้สาธารณะของญี่ปุ่นในปัจจุบันสูงถึงกว่า 260% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การออกพันธบัตรเพิ่มเติมย่อมสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ในขณะเดียวกัน ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน โดยความน่าจะเป็นอยู่ที่ประมาณ 60% ผู้ว่าการ BOJ คุโรดะได้ส่งสัญญาณหลายครั้งว่าหากอัตราเงินเฟ้อและค่าจ้างเป็นไปตามคาด ธนาคารกลางจะเดินหน้าการปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติ
อัตราเงินเฟ้อ CPI พื้นฐานของญี่ปุ่นเดือนเมษายนยังคงอยู่ที่ 2.5% ขณะที่ผลการเจรจาค่าจ้างแสดงให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราที่สูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนให้ BOJ สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้
แม้ผลตอบแทนพันธบัตรจะสูงขึ้น แต่ค่าเงินเยนกลับไม่แข็งค่าตามทฤษฎี สาเหตุเพราะการปรับตัวขึ้นของผลตอบแทนเกิดจากความกังวลด้านการคลังมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ภาพรวมค่าเงินเยนในระยะสั้นยังคงซบเซา แม้ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงภาพรวมในเมื่อ Fed ยังคงดอกเบี้ยสูง ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นที่ 400 Basis Points ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเยน
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และตลาด Forex ทั่วโลกตอบรับเชิงบวก
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ปรับตัวลดลง 0.3% มาที่ 99.8 จุด ขณะที่นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งหน้า
นักวิเคราะห์จาก XM ชี้ว่า นโยบายการเงินของเฟดจะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด Forex ในช่วงครึ่งปีหลังปี 2026 นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อทั่วโลก
สำหรับนักเทรด Forex ชาวไทย ควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด รวมถึงอัตราการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้ขาดทิศทางของเฟดในระยะต่อไป
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น
ทองคำได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อไป โดยมีแนวต้านที่ 4,700 ดอลลาร์และแนวรับที่ 4,500 ดอลลาร์ การเทรดทองคำ CFD ผ่าน XM เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทย เนื่องจากสามารถทำกำไรได้ทั้งในสภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง
XM เสนอเลเวอเรจสูงถึง 1:1000 ค่าคอมมิชชั่นต่ำ และสเปรดที่แข่งขันได้ ทำให้นักเทรดทองคำชาวไทยสามารถเข้าถึงตลาดทองคำโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้ ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงสูง ส่งผลให้ค่าเงิน NZD แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ และเป็นข่าวสำคัญในตลาด Forex
NZD/USD ปรับตัวขึ้น 0.6% มาที่ 0.5873 ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้น NZX 50 ปรับตัวขึ้น 1.2% ปิดที่ 13,228 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์
การส่งสัญญาณของ RBNZ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก นักเทรดควรติดตามนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด Forex ในระยะต่อไป
นักเทรดสามารถซื้อขาย NZD/USD และคู่เงินหลักอื่นๆ ได้ที่ XM Broker ซึ่งมีสภาพคล่องสูงและราคาที่โปร่งใส
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนในรายงานเสถียรภาพการเงินล่าสุดว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อให้เกิดความท้าทายร้ายแรงต่อเสถียรภาพทางการเงินของยูโรโซน ขณะที่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อความเสี่ยงทางการเงินโลก
รองประธาน ECB Luis de Guindos กล่าวว่าการช็อกจากอุปทานพลังงานจะนำไปสู่ความเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นภาวะที่ยากต่อการดำเนินนโยบายการเงิน
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจของเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจเยอรมนีในปี 2026 เหลือเพียง 0.5% ลดลง 0.4% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีจะอยู่ที่ 3% ในปีนี้และ 2.8% ในปีหน้า
นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้อนุมัติกฎหมายยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ หลายรายการ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าและหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีรถยนต์ยุโรปที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไว้
ในตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี อยู่ที่ 5.012% ขณะที่อายุ 2 ปี อยู่ที่ 4.033% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดไม่ได้มองอนาคตเศรษฐกิจในแง่ร้ายจนเกินไป
ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันพุธ โดย WTI ร่วงลง 4.77% ปิดที่ 89.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ลดลง 3.92% มาที่ 92.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบสามเดือน
ข่าวความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงลง มีรายงานว่าการเจรจามีความคืบหน้าไปสู่กรอบข้อตกลงที่อาจเปิดทางให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ
โลหะมีค่าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน COMEX Gold Futures ร่วงลง 1.05% มาที่ 4,454.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ Silver Futures ลดลง 2.25% มาที่ 74.89 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะเดียวกัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.08% มาที่ 99.23 จุด ทำให้คู่สกุลเงิน EUR/USD ลดลง 0.05% มาที่ 1.1626 และ GBP/USD ลดลง 0.15% มาที่ 1.3426
สำหรับนักเทรด forex การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำในวันนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น USD/CAD และ AUD/USD ผู้เทรดควรติดตามการประกาศ PCE คืนนี้อย่างใกล้ชิด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังเผชิญแรงกดดันให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจหลายชิ้นชี้ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ตลาดตอนนี้ให้ความน่าจะเป็น 39% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 และ 62% ที่จะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเลยทั้งปี
ไฮไลท์สำคัญของวันนี้คือการรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนเมษายนของสหรัฐฯ ซึ่งจะประกาศเวลา 20:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานจะยังคงสูง ซึ่งอาจทำให้เฟดคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีพุ่งแตะ 5.2% เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนความคาดหวังว่าดอกเบี้ยจะยังคงสูงเป็นเวลานาน
น่าสนใจที่ธนาคารกลางนิวซีแลนด์เกือบจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด โดยขาดเพียงเสียงเดียว ส่งสัญญาณไปยังตลาดโลกว่าเมื่อเงินเฟ้อกลับฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสามารถเปลี่ยนจากการผ่อนคลายมาเป็นเข้มงวดได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับนักเทรด Forex คืนนี้เป็นคืนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การประกาศ PCE ที่สูงกว่าคาดจะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจกดดันคู่สกุลเงินอย่าง EUR/USD และ GBP/USD ให้อ่อนค่าลง