ไทย

เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความผันผวนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง นักวิเคราะห์ XM ระบุว่าความแตกต่างนี้สร้างโอกาสในการเทรด Forex

ดัชนี PMI ภาคบริการของอังกฤษเดือนพฤษภาคมปรับตัวลงสู่ 49.3 ต่ำกว่า 50 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ขณะที่ PMI รวมลดลงสู่ 49.7 สะท้อนภาวะหดตัวของภาคเอกชน ความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 การลงทุนด้านเทคโนโลยีเป็นเพียงจุดสว่างเพียงไม่กี่จุด

จีดีพีออสเตรเลียไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 0.3% ต่ำกว่าคาดที่ 0.5% การส่งออกลดลง 1.1% มากที่สุดในรอบสองปี โดยการส่งออกถ่านหินลดลง 6.8% อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 6.0% และการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์พุ่ง 16.3% มากที่สุดในรอบ 30 ปี

XM แนะนำนักลงทุนติดตามคู่เงิน GBP/USD และ AUD/USD ซึ่งมีแนวโน้มอ่อนตัวลงในระยะกลาง XM ให้บริการเทรด Forex กับคู่เงินมากกว่า 50 คู่ พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ทันสมัย

ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ยูโรโซนเดือนเมษายนพุ่งขึ้น 4.9% จากปีก่อน เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 2.0% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 4.8% นักวิเคราะห์ XM ระบุว่าแรงกดดันด้านราคากำลังขยายตัวจากภาคพลังงานสู่ภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ

ราคาสินค้าขั้นกลางปรับตัวขึ้น 1.8% จากเดือนก่อน สะท้อนต้นทุนห่วงโซ่อุปทานที่เร่งตัวส่งผ่านสู่ผู้ผลิต ขณะที่สินค้าทุนและสินค้าคงทนปรับขึ้น 0.3% เท่ากัน ราคาพลังงานลดลง 0.4% ชี้ให้เห็นว่าแม้ราคาพลังงานจะชะลอตัว แต่แรงกดดันจากภาคอื่นๆ ยังคงอยู่

เดนมาร์ก (+3.0%) และโครเอเชีย (+2.7%) มีการปรับตัวขึ้นมากที่สุด ขณะที่ฝรั่งเศสลดลง 2.1% XM มองว่าข้อมูลนี้ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เผชิญทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

XM แนะนำนักเทรด Forex จับตาการประกาศอัตราดอกเบี้ยของ ECB ในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคู่เงิน EUR/USD อย่างมีนัยสำคัญ

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมจาก ISM ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54.6 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 53.6 ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก นักวิเคราะห์ XM ระบุว่าข้อมูลที่แข็งแกร่งนี้สนับสนุนแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป

ดัชนีย่อยด้านราคาจ่ายเพิ่มขึ้นสู่ 71.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2022 สะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในภาคบริการ ขณะที่ดัชนีคำสั่งซื้อใหม่พุ่งจาก 53.5 สู่ 57.3 บ่งชี้อุปสงค์ที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า ภาคบริการ 17 จาก 18 อุตสาหกรรมรายงานการเติบโต

ด้านข้อมูลการจ้างงาน ADP สหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 122,000 ตำแหน่ง สูงกว่าคาดที่ 110,000 ตำแหน่ง การจ้างงานภาคบริการเพิ่มขึ้น 114,000 ตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนหลักของการจ้างงานใหม่ ธุรกิจขนาดเล็กสร้างงาน 67,000 ตำแหน่ง

XM แนะนำนักลงทุนติดตามคู่เงิน USD/JPY ที่อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 155 เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นยังคงกว้าง ขณะเดียวกัน EUR/USD มีแนวโน้มอ่อนตัวลงหลังจาก跌破ระดับ 1.08

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันให้สูงขึ้น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันที่อาจตึงตัวมากขึ้น

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 94.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ เพิ่มขึ้น 0.75% จากวันก่อนหน้า แม้ว่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงประมาณ 11% แต่ยังคงสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 50%

อีกปัจจัยที่ผลักดันราคาน้ำมันคือข้อมูลสต๊อกน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง API รายงานว่าสต๊อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง 6.8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ หากข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก EIA ในคืนนี้ จะเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่หก

ความผันผวนของราคาน้ำมันยังส่งผลกระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย สกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์อย่างดอลลาร์แคนาดาและดอลลาร์ออสเตรเลียมีความผันผวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

ในเชิงเทคนิค WTI ฟื้นตัวหลังจากได้รับแนวรับที่ระดับ 90 ดอลลาร์ และมีแนวโน้มที่จะทดสอบแนวต้านที่ 100 ดอลลาร์ในระยะสั้น อย่างไรก็ตามราคาที่ปรับตัวขึ้นเร็วอาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ และนโยบายการผลิตของ OPEC+ ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

กฎหมาย CLARITY Act ผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ด้วยคะแนนเสียง 294 ต่อ 134 นับเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐอเมริกา

ตามเนื้อหาสำคัญของกฎหมายนี้ Bitcoin และ Ethereum จะถูกกำหนดให้เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของ CFTC แทนที่จะเป็นหลักทรัพย์ภายใต้ SEC การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยขจัดความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่ตลาดคริปโตเผชิญมานานกว่าทศวรรษ

แพลตฟอร์มการซื้อขายจะต้องจดทะเบียนภายใต้หมวดหมู่ใหม่ของ CFTC ซึ่งรวมถึง Digital Commodity Exchange (DCE), Digital Commodity Broker (DCB) และ Digital Commodity Dealer (DCD)

โปรโตคอล DeFi ที่มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงจะได้รับสิทธิ์ safe harbor ภายใต้กฎหมายนี้ แต่โปรโตคอลที่ยังมี admin keys หรือทีมงานที่สามารถระบุตัวตนได้จะต้องเผชิญกับการจำแนกประเภทที่ยังมีความไม่แน่นอน

ด้าน stablecoin กฎหมาย CLARITY กำหนดให้อยู่ภายใต้ GENIUS Act นอกจากนี้กฎหมายยังมีบทบัญญัติที่ห้าม Federal Reserve issuing หรือทดสอบสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐสภา

อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันพุธแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมของยูโรโซนเพิ่มขึ้นเป็น 3.2% จาก 3% ในเดือนก่อนหน้า การเพิ่มขึ้นนี้ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแรงกดดันมากขึ้นในการดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

สาเหตุหลักที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมาจากหลายปัจจัย ราคาพลังงานที่เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นหลังจากช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวลดลง ประกอบกับราคาค่าบริการที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าราคาอาหารจะชะลอตัวลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินยูโรต่อดอลลาร์สหรัฐทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.1670 นักวิเคราะห์คาดว่าหาก ECB ส่งสัญญาณ hawkish ในการประชุมวันที่ 11 มิถุนายน ยูโรอาจได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติม แต่หาก ECB เลือกที่จะคงนโยบายไว้ ยูโรอาจเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวลง

ECB กำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการควบคุมเงินเฟ้อ ด้านหนึ่งเศรษฐกิจยูโรโซนกำลังชะลอตัว ข้อมูล PMI ภาคการผลิตอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่องหลายเดือน แต่อีกด้านหนึ่งอัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ทำให้ ECB ต้องใช้มาตรการคุมเข้ม

นักวิเคราะห์ชี้ว่าปัญหาเงินเฟ้อในยูโรโซนไม่น่าจะคลี่คลายได้ในระยะสั้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานยังคงมีอยู่ ตลาดแรงงานที่ตึงตัวยังคงผลักดันราคาค่าบริการให้สูงขึ้น คาดว่า ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 25 basis points ในการประชุมเดือนมิถุนายน

เดือนมิถุนายน 2026 กำลังเป็นเดือนที่คึกคักที่สุดเดือนหนึ่งของวงการบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซีในรอบปี โดยมีเหตุการณ์สำคัญหลากหลายรูปแบบทั้งโทเคนเจเนเรชันอีเวนต์ (TGE) การอัปเกรดเมนเน็ต และการประชุมนานาชาติที่รวมตัวกันในช่วงเวลาเดียวกัน

สัปดาห์แรกของเดือนมีความคึกคักเป็นพิเศษ วันที่ 3 มิถุนายน STRATO จะเริ่มเสนอขายเหรียญแก่ชุมชน (Community ICO) วันที่ 4 มิถุนายน DeFi.app จะเปิดตัว Rocket Perps ขณะที่ Tea และ Satsuma จะจัด TGE ในวันเดียวกัน YOM จะจัด TGE ในวันที่ 5 มิถุนายน

DeFi.app ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาโทเคนพุ่งขึ้น 132.9% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และอาจเกิดการขายทำกำไรหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน IoTeX จะปล่อยการอัปเกรดเมนเน็ต v2.4.0 ในวันที่ 7 มิถุนายน ตามด้วย Boson Protocol ที่จะเปิดตัวบนเมนเน็ตในวันที่ 8 มิถุนายน นอกจากนี้ Coinbase ยังวางแผนเปิดตัวฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นแบบ Perpetual ในวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งจะขยายช่องทางการเข้าถึงของนักลงทุนสถาบัน

ในครึ่งหลังของเดือน Starknet จะเปิดตัว STRK20 Privacy Standard บนเมนเน็ต ซึ่งเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนเครือข่าย Layer 2 ของอีเธอเรียม Berachain จะอัปเกรด Fusaka ในวันที่ 24 มิถุนายน และ NEAR Protocol จะอัปเกรดเครือข่ายเป็น v2.13

ด้านการประชุม สัปดาห์บล็อกเชนอิสตันบูล (2-3 มิถุนายน) จะเน้นเรื่อง AI สเตเบิลคอยน์ ความเป็นส่วนตัว และการแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเคน (RWA) โดยมีวิทยากรจาก Bybit, OKX TR และ Aster

งาน Proof of Talk ที่ปารีส (2-3 มิถุนายน) และ StableDay (3-4 มิถุนายน) จะรวบรวมผู้บริหารจาก Franklin Templeton, Mastercard, Robinhood และ J.P. Morgan การเข้าร่วมของสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมเหล่านี้กำลังผลักดันให้การแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเคนมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังมี Stable Summit IV ในนิวยอร์ก (4 มิถุนายน) Monero Konferenco ในวอร์ซอ (5-7 มิถุนายน) และ NZCryptoCon ในโอ๊คแลนด์ (6-7 มิถุนายน)

นักวิเคราะห์มองว่าเดือนมิถุนายนนี้จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดคริปโท แม้จะมีความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรหลัง TGE และภาวะตลาดโดยรวมที่ยังระมัดระวัง แต่การพัฒนาเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมของสถาบันการเงินดั้งเดิมกำลังเสริมสร้างรากฐานระยะยาวของอุตสาหกรรม

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเริ่มต้นเดือนมิถุนายน 2026 ด้วยความระมัดระวัง โดยมูลค่าตลาดรวมทรงตัวที่ประมาณ 2.46 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาบิตคอยน์ซื้อขายอยู่ในช่วง 72,500 ถึง 73,200 ดอลลาร์ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดคือกระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF บิตคอยน์แบบ Spot ในสหรัฐฯ ซึ่งมีมูลค่าสุทธิสูงถึง 2.43 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการไหลออกรายเดือนที่มากที่สุดในปี 2026 โดยมีกระแสเงินออกติดต่อกันถึง 10 วันทำการ สะท้อนให้นักลงทุนสถาบันกำลังลดความเสี่ยง

แม้ตลาดจะอ่อนตัวลง แต่สัดส่วนการครองตลาดของบิตคอยน์ยังคงสูงที่ 59% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับอัลท์คอยน์ที่ผันผวนกว่า ราคาบิตคอยน์ยังคงยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ 70,000 ดอลลาร์

อีเธอเรียมอ่อนแอกว่า โดยราคาอยู่ในช่วง 1,980 ถึง 2,000 ดอลลาร์ ตลอดเดือนพฤษภาคม อีเธอเรียมไม่สามารถยืนเหนือ 2,100 ดอลลาร์ได้ แสดงให้เห็นถึงแนวต้านที่แข็งแกร่ง Solana รักษาระดับราคาได้ค่อนข้างคงที่ที่ 80 ถึง 82 ดอลลาร์ ขณะที่ BNB และ XRP ปรับตัวลดลงมากกว่า

ดัชนีความกลัวและความโลภของตลาดคริปโทอยู่ที่ระดับ 29 ซึ่งยังคงอยู่ในเขต “ความกลัว” เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 28 เมื่อวาน แต่ลดลงจาก 39 เมื่อเดือนที่แล้ว ดัชนีที่อยู่ในระดับต่ำสะท้อนว่านักลงทุนยังไม่มั่นใจในทิศทางตลาด

ในด้านข่าวดี ภาคการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ใน 24 ชั่วโมง โดยมีมูลค่าตลาด 70.9 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมองหาโอกาสในระบบนิเวศ DeFi

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น ราคาบิตคอยน์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การไหลของเงินทุนใน ETF บิตคอยน์ ผลการประชุมเฟดในเดือนมิถุนายน และพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หากปัจจัยลบคลี่คลาย บิตคอยน์อาจทดสอบแนวต้านที่ 75,000 ดอลลาร์อีกครั้ง มิฉะนั้น ราคาอาจทดสอบแนวรับที่ 70,000 ดอลลาร์

ตลาดน้ำมันดิบโลกในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 กำลังเผชิญกับการปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี หลังจากมีความคืบหน้าในการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ลดลงจากจุดสูงสุด ขณะที่นักลงทุนเปลี่ยนความสนใจกลับไปที่ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์และอุปทาน

สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงในรอบหลายปีคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางการทูตที่ดำเนินไปในเดือนพฤษภาคมได้ช่วยลดความตึงเครียดลงบ้าง

จากด้านอุปทาน นโยบายการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา กลุ่มพันธมิตรได้ประกาศแผนเพิ่มการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศสมาชิกจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามแผนหรือไม่ เนื่องจากหลายประเทศประสบปัญหาในการขยายกำลังการผลิต

ด้านอุปสงค์ ความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมัน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของประเทศเศรษฐกิจหลักแสดงผลที่ไม่สม่ำเสมอ การเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปยังคงอ่อนแอ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนก็เผชิญกับความท้าทาย ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกันจำกัดการเติบโตของความต้องการน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มราคาในระยะสั้น นักวิเคราะห์พลังงานระบุว่าราคาน้ำมันจะขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก ได้แก่ วิวัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตที่แท้จริงของโอเปกพลัส และทิศทางของเศรษฐกิจโลก

การเข้าสู่ฤดูร้อนของซีกโลกเหนือจะเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน เนื่องจากความต้องการน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูการเดินทาง แต่อุปทานที่เพิ่มขึ้นจากโอเปกพลัสอาจจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคา

นักเทรดควรติดตามข่าวสารด้านภูมิรัฐศาสตร์และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดน้ำมันในเดือนมิถุนายนมีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนสูงจากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์ อุปทาน และภูมิรัฐศาสตร์

เดือนมิถุนายน 2026 กำลังกลายเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับตลาดฟอเร็กซ์ทั่วโลก โดยธนาคารกลางหลักสามแห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) จะประกาศอัตราดอกเบี้ยภายในระยะเวลาเพียง 8 วัน สร้างความผันผวนครั้งใหญ่ให้กับตลาดปริวรรตเงินตรา

ธนาคารกลางยุโรปจะเป็นแห่งแรกที่ประกาศในวันที่ 11 มิถุนายน โดยตลาดคาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน จาก 2.00% เป็น 2.25% การปรับขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนที่ยังคงสูงถึง 3.0% ในเดือนเมษายน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของอีซีบีอย่างมีนัยสำคัญ

ถัดมา ธนาคารกลางสหรัฐจะประชุมในวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม คณะกรรมการเฟดยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยในการประชุมเดือนเมษายนมีมติ 8 ต่อ 4 ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% ซึ่งเป็นคะแนนเสียงที่มีความแตกแยกมากที่สุดตั้งแต่เดือนตุลาคม 1992

ธนาคารกลางอังกฤษจะประกาศในวันที่ 18 มิถุนายน ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรลดลงเหลือ 2.8% ในเดือนเมษายน จาก 3.3% ในเดือนมีนาคม ซึ่งต่ำกว่าที่ธนาคารกลางคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดกลับมาถกเถียงถึงความเป็นไปได้ในการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี

สำหรับค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง ปัจจุบันซื้อขายที่ประมาณ 1.344 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1.154 ยูโร ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางอังกฤษ (3.75%) และธนาคารกลางยุโรป (2.00%) ที่ 175 จุดพื้นฐาน ยังคงสนับสนุนค่าเงินปอนด์ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงจะลดโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม

ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังการปรับขึ้นดอกเบี้ยของอีซีบี ในเดือนพฤษภาคม 2026 ยูโรมีอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ 1.1681 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 1.1274 ในเดือนพฤษภาคม 2025 หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 3.6% ในรอบปี

สำหรับตลาดเกิดใหม่ ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนค่าลงเล็กน้อยจาก 93.48 เป็น 95.53 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินหยวนจีนยังคงแข็งแกร่งที่ระดับ 6.80 ต่อดอลลาร์สหรัฐ

นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดฟอเร็กซ์ในเดือนมิถุนายนจะมีความผันผวนสูง นักลงทุนต้องติดตามข้อมูลเงินเฟ้อและสัญญาณนโยบายจากธนาคารกลางต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การซื้อขายให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป