ไทย

ตลาดสกุลเงินดิจิทัลเผชิญกับการปรับฐานสำคัญในสัปดาห์นี้ ราคาบิตคอยน์ร่วงลงต่ำกว่า 61,000 ดอลลาร์ แตะระดับต่ำสุดที่ 59,800 ดอลลาร์ สร้างสถิติต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน อีเธอเรียมลดลงตาม โดย跌破 3,300 ดอลลาร์

มูลค่าตลาดรวมของสกุลเงินดิจิทัลลดลงประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมง การร่วงลงครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากสองปัจจัย คือ ท่าที hawkish ของเฟด และกระแสเงินไหลออกจาก Bitcoin ETF

กองทุน Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ มีกระแสเงินไหลออกสุทธิมากกว่า 900 ล้านดอลลาร์ใน 4 วันทำการแรกของสัปดาห์นี้ นับเป็นการไหลออกรายสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ได้รับการอนุมัติในเดือนมกราคม

ในทางเทคนิค ระดับ 60,000 ดอลลาร์เป็นแนวรับสำคัญ หากเสียระดับนี้ไป แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 58,000 ดอลลาร์ นักลงทุนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงิน ETF และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค

ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 โดยราคาทองคำ spot เคลื่อนไหวที่ 4,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 0.39% ท่ามกลางแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากที่ตลาดการเงินโลกยังคงมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและการเมืองหลายประการ

การปรับตัวขึ้นของทองคำได้รับปัจจัยสนับสนุนจากตลาด Forex ที่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย EUR/USD ซื้อขายที่ 1.1540 GBP/USD อยู่ที่ 1.3350 ขณะที่ NZD/USD พยายามยืนที่ 0.5800 และ AUD/USD เคลื่อนไหวที่ 0.7050 ความแข็งแกร่งของดอลลาร์เป็นปัจจัยกดดันทองคำ แต่ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีสูง

สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนหันมาซื้อทองคำเพิ่มขึ้น เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเฟดยังคงส่งสัญญาณว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากภาคธุรกิจให้ลดดอกเบี้ย

ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงสู่ช่วง 90.85-91.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือลดลง 7.14% ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา การลดลงของราคาน้ำมันเกิดจากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทาน ด้านอุปสงค์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะจากจีนทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง ขณะที่ด้านอุปทาน การผลิตของสหรัฐฯ และโอเปกยังคงอยู่ในระดับสูง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวบางส่วน หลังจากที่ถูกเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า นักลงทุนกลับเข้ามาช้อนซื้อเมื่อราคาปรับตัวลดลง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์นำตลาดปรับตัวขึ้น ดัชนี Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแรงซื้อดังกล่าว

ในมุมมองการวิเคราะห์ทางเทคนิค ทองคำมีแนวรับสำคัญที่ 4,300 และ 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 4,380 และ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การที่ราคาสามารถยืนเหนือระดับ 4,300 ได้แสดงถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้มขาขึ้นในระยะกลาง นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,400-4,500 ดอลลาร์หากดอลลาร์สหรัฐเริ่มอ่อนค่าลง

สำหรับค่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ NZD/USD ที่กำลังดิ้นรนเพื่อรักษาระดับ 0.5800 แสดงถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะจากภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของจีน ขณะที่ AUD/USD ที่ 0.7050 ก็เผชิญแรงกดดันคล้ายกัน

ค่าเงินปอนด์อังกฤษ GBP/USD ที่ 1.3350 และ EUR/USD ที่ 1.1540 ต่างได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์เช่นกัน ความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างเฟด ECB และ BoE เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะนี้

นักลงทุนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเปิดเผยตัวเลข CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของเฟดต่อไป

ตลาดคาดธนาคารกลางเกาหลีใต้คงดอกเบี้ย 2.50% ในวันที่ 28 พ.ค. แต่กว่า 70% ของนักเศรษฐศาสตร์คาดขึ้นดอกเบี้ยภายใน Q3

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea: BOK) มีกำหนดประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ซึ่งตลาดคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่าคณะกรรมการจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ Reuters จากนักเศรษฐศาสตร์ 29-32 คน พบว่ากว่า 70% คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นเดือนกันยายน 2569 เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สะสมจากความขัดแย้งในอิหร่าน

สงครามอิหร่านผลักดันเงินเฟ้อเกาหลีใต้

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อมากว่าสามเดือนได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ของโลก โดยราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นกำลังผลักดันต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของเกาหลีใต้เคลื่อนไหวสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางอย่างต่อเนื่อง

นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำในกรุงโซลระบุว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านหลายช่องทาง ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และค่าเงินวอนที่อ่อนค่าลง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่กดดันให้ BOK ต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

ค่าเงินวอนอ่อนค่าสร้างแรงกดดัน

ค่าเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW) ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยได้รับแรงกดดันจากทั้งการแข็งค่าของดอลลาร์และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ค่าเงินที่อ่อนค่าลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก

การที่ BOK อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปกป้องค่าเงินและควบคุมเงินเฟ้อจึงเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะยังคงเผชิญกับความท้าทายจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวและการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

การประชุมวันที่ 28 พฤษภาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ คาดว่า BOK จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.50% เพื่อประเมินผลกระทบของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่มีต่อเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานและการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของคณะกรรมการ BOK ภายหลังการประชุมจะเป็นจุดสนใจของตลาด เนื่องจากนักลงทุนต้องการเห็นสัญญาณเกี่ยวกับจังหวะเวลาของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า หาก BOK ส่งสัญญาณชัดเจนถึงแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ย อาจช่วยพยุงค่าเงินวอนและลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อคาดการณ์ (inflation expectations) ในขณะที่การคงดอกเบี้ยอย่างไม่ส่งสัญญาณใดๆ อาจทำให้ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงไปอีก

ผลกระทบต่อตลาด forex ในภูมิภาค

แนวโน้มนโยบายการเงินของ BOK เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนในตลาด forex ต้องติดตาม เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชียและเป็นประเทศที่มีปริมาณการซื้อขายสกุลเงินวอนสูง การเปลี่ยนแปลงนโยบายของ BOK ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดค่าเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะต่อสกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นๆ ในเอเชีย

คู่สกุลเงิน USD/KRW มีแนวโน้มผันผวนในระยะใกล้นี้ ขึ้นอยู่กับผลการประชุม BOK และถ้อยแถลงของคณะกรรมการ รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและ sentiment ในตลาดการเงินโลก

มุมมองระยะต่อไป

หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่คลี่คลายในเร็ววัน และราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูง แรงกดดันต่อ BOK ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะมีมากขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นในการประชุมเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม 2569 โดยขนาดของการปรับขึ้นอาจอยู่ที่ 0.25%

สำหรับนักลงทุน การติดตามข้อมูลเงินเฟ้อและการจ้างงานของเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเป็นกุญแจสำคัญในการคาดการณ์ทิศทางนโยบายการเงินของ BOK และแนวโน้มของค่าเงินวอนในระยะกลางถึงยาว

ที่มา: Reuters Poll, InvestingLive

ภาพรวมตลาด Forex ประจำสัปดาห์นี้

EUR/USD เคลื่อนไหวในกรอบแคบ
GBP/USD ได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจ
USD/JPY เยนอ่อนค่าลง
ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ติดตามการวิเคราะห์ตลาดรายวันจาก XM

ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนไทย การเทรดทองคำในภาวะตลาดผันผวนต้องอาศัยกลยุทธ์และการจัดการความเสี่ยงที่ดี บทความนี้จะแนะนำกลยุทธ์สำคัญที่นักเทรดไทยควรรู้

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: ติดตามนโยบายการเงินของ Fed สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และข้อมูลเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาทองคำ ดอลลาร์อ่อนค่ามักส่งผลบวกต่อราคาทองคำ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค: ใช้แนวรับและแนวต้านในการกำหนดจุดเข้าและออกจากการเทรด RSI และ MACD ช่วยในการจับจังหวะซื้อขาย

การจัดการความเสี่ยง: กำหนด Stop Loss ทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ไม่ใช้เลเวอเรจสูงเกินไป และกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

XM ให้บริการเทรดทองคำ (XAU/USD) ด้วยสเปรดที่แข่งขันได้ รองรับทั้ง MT4 และ MT5 พร้อมบริการลูกค้าภาษาไทย

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ผลกระทบต่อตลาด Forex และราคาสินค้าโภคภัณฑ์

วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดการเงินโลก เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้เป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันทั่วโลก การปิดเส้นทางเดินเรือนี้บางส่วนหรือทั้งหมดอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก

ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยน้ำมัน Brent ปรับตัวขึ้นเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานที่อาจขาดแคลน นักลงทุนจำนวนมากหันมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น ขณะที่สกุลเงินของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันได้รับผลกระทบ

ในตลาด Forex ความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น USD/CAD และ USD/NOK ค่าเงินดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางกว่าจากวิกฤตครั้งนี้

ราคาทองคำและเงินปรับตัวลดลง แม้จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนต้องการสภาพคล่องและหันไปถือครองเงินสดดอลลาร์สหรัฐแทน ราคาทองคำปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 2,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่เงินร่วงลงแตะระดับ 26.5 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียได้รับแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะเงินบาทไทย เงินริงกิตมาเลเซีย และรูเปียห์อินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเพิ่มแรงกดดันต่อดุลการค้าและเงินเฟ้อภายในประเทศ

สำหรับกลยุทธ์การเทรดในช่วงที่มีความผันผวนสูง นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุน: