ตลาดปริวรรตเงินตราเอเชียกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้งในสัปดาห์นี้ หลังธนาคารกลางจีนประกาศอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงกลาง (central parity) ของเงินหยวนเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 6.7743 ต่อดอลลาร์ ปรับแข็งค่าขึ้นราว 23 จุดพื้นฐาน (basis points) จากระดับประมาณ 6.7766 ของวันก่อนหน้า ซึ่งนับเป็นการแข็งค่าติดต่อกันเป็นวันที่สามแล้ว
เงินหยวนเดินหน้าแข็งค่าสามวันติด
หากย้อนดูเส้นทางการเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้จะพบว่าการปรับขึ้นของอัตราอ้างอิงกลางเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีจังหวะที่สม่ำเสมอ เริ่มจากวันที่ 9 กันยายนที่ปรับแข็งค่าขึ้นราว 35 จุดพื้นฐาน ตามด้วยวันที่ 10 กันยายนที่ปรับขึ้นเล็กน้อยราว 3 จุดพื้นฐาน และล่าสุดวันที่ 11 กันยายนที่ปรับขึ้นอีกราว 23 จุดพื้นฐาน การทยอยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นนี้สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับดูแลเลือกใช้แนวทางที่ระมัดระวัง ไม่เร่งผลักดันค่าเงินให้เคลื่อนไหวรุนแรงเกินไป
นักวิเคราะห์มองว่าการแข็งค่าต่อเนื่องมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจีนที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว ทิศทางของกระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ และจังหวะที่ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนแรงลงในบางช่วงก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่ต้องจับตาคือดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่งกลับมายืนเหนือระดับ 99 อีกครั้ง โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) อยู่ที่ประมาณ 99.03 ซึ่งเป็นการกลับขึ้นมาเหนือเส้น 99 หลังจากอ่อนแรงอยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวมาหลายวันติดต่อกัน
ดอลลาร์กลับมายืน 99 สร้างแรงต้านต่อเงินหยวน
การกลับมายืนเหนือระดับ 99 ของดัชนีดอลลาร์ถือเป็นสัญญาณที่ทำให้ภาพการเคลื่อนไหวของเงินหยวนซับซ้อนขึ้น เพราะโดยปกติเมื่อดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เงินหยวนมักเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าลง แต่ในรอบนี้เงินหยวนยังคงปรับแข็งค่าขึ้นได้แม้ดอลลาร์จะฟื้นตัว สะท้อนว่ายังมีปัจจัยหนุนฝั่งเงินหยวนที่แข็งแรงพอจะต้านทานแรงกดดันจากภายนอกได้
ในมุมของนักกลยุทธ์ตลาด แนวโน้มที่เกิดขึ้นคือภาพของ “การดึงกันไปมาระหว่างสองฝั่ง” (tug-of-war) ฝั่งหนึ่งคือดอลลาร์ที่กำลังพยุงตัวกลับขึ้นมา อีกฝั่งคือเงินหยวนที่ได้แรงหนุนจากปัจจัยภายในประเทศ การเคลื่อนไหวลักษณะนี้มักทำให้ตลาดผันผวนในกรอบแคบมากกว่าที่จะเกิดทิศทางชัดเจนทางใดทางหนึ่ง
อัตราอ้างอิงคู่หลักยังสะท้อนภาพผสม
เมื่อพิจารณาอัตราอ้างอิงกลางของเงินหยวนเทียบสกุลเงินหลักอื่น ๆ จะเห็นภาพที่หลากหลาย เช่น เงินยูโรอยู่ที่ประมาณ 7.8367 หยวน เงินเยนญี่ปุ่น (ต่อ 100 เยน) อยู่ที่ประมาณ 4.3614 หยวน เงินดอลลาร์ฮ่องกงอยู่ที่ประมาณ 0.8638 เงินปอนด์อังกฤษอยู่ที่ประมาณ 9.1210 เงินดอลลาร์ออสเตรเลียอยู่ที่ประมาณ 4.8330 เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์อยู่ที่ประมาณ 3.9192 เงินดอลลาร์สิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 5.3220 เงินฟรังก์สวิสอยู่ที่ประมาณ 8.3072 และเงินดอลลาร์แคนาดาอยู่ที่ประมาณ 4.8751
ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าการเคลื่อนไหวของเงินหยวนไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทุกสกุล แต่เป็นการปรับตัวที่สัมพันธ์กับพลวัตของแต่ละคู่เงิน ซึ่งเป็นลักษณะปกติของตลาดปริวรรตเงินตราในภาวะที่ไม่มีปัจจัยช็อกขนาดใหญ่
ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์เสี่ยงส่งสัญญาณปะปน
นอกเหนือจากตลาดปริวรรตเงินตรา ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นราวร้อยละ 5 ขณะที่น้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 99.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นราวร้อยละ 5.56 การปรับขึ้นแรงของน้ำมันในรอบนี้มีปัจจัยเรื่องความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทำให้ส่วนชดเชยความเสี่ยง (risk premium) ที่แฝงอยู่ในราคาปรับสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในทางตรงกันข้าม โลหะมีค่ากลับย่อตัวลง โดยราคาทองคำ COMEX อยู่ที่ประมาณ 4,367.9 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับลงราวร้อยละ 0.89 และเงิน (silver) อยู่ที่ประมาณ 63.835 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับลงราวร้อยละ 1.68 ซึ่งเป็นการย่อตัวหลังจากขึ้นไปอยู่ในระดับสูงก่อนหน้านี้
ด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ราคาบิตคอยน์ (BTC) อยู่ที่ประมาณ 76,946 ดอลลาร์ ปรับลงราวร้อยละ 1.91 โดยหลุดต่ำกว่าระดับ 77,000 ดอลลาร์ สะท้อนว่าความอยากเสี่ยง (risk appetite) ของนักลงทุนยังไม่กลับมาอย่างเต็มที่
มุมมองระยะสั้น
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการที่ต้องติดตามค่าเงิน การกลับมายืนเหนือระดับ 99 ของดัชนีดอลลาร์พร้อมกับการแข็งค่าต่อเนื่องของเงินหยวนคือสัญญาณที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งสองทิศทางกำลังออกแรงสวนกันอยู่ หากดอลลาร์สามารถยืนเหนือ 99 ได้อย่างมั่นคง แรงกดดันต่อเงินหยวนอาจเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป แต่หากปัจจัยหนุนภายในของจีนยังแข็งแรง เงินหยวนก็มีโอกาสรักษาแนวโน้มแข็งค่าไว้ได้ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังมีอยู่สูง ตลาดจึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบกว้างมากกว่าที่จะเลือกทิศทางเดียวอย่างชัดเจน